Archive for August, 2011

จะรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดวิกฤติ

Tuesday, August 30th, 2011

ช่วงนี้ วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นบ่อยและถี่มาก ถ้าลองนึกย้อนหลังกลับไประหว่าง 30 ปีที่แล้ว จะเห็นว่ามีวิกฤติเกิดขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤติหนี้ภาครัฐของลาตินอเมริกา วิกฤติสถาบันการเงิน Savings and Loan ของสหรัฐ วิกฤติฟองสบู่ญี่ปุ่น วิกฤติค่าเงินในยุโรป (ช่วงค่าเงินอังกฤษโดนโจมตี) วิกฤติเม็กซิโก วิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติรัสเซีย วิกฤติอาร์เจนตินา วิกฤติแฮม เบอร์เกอร์ วิกฤติดูไบ วิกฤติเงินด่อง และล่าสุดวิกฤติยุโรป บางครั้งปัญหาไม่หนักหนาอะไร เกิดในวงจำกัดเพียงประเทศเดียว แต่บางวิกฤติกลับรุนแรงจนรับไว้ไม่อยู่ กระจาย วงกว้าง ข้ามประเทศ ข้ามทวีป อย่างรวดเร็ว ฉุดให้ประเทศต่าง ๆ ล้มตาม ตกเหวลงไปด้วย เรียกได้ว่า เราอยู่ในโลกที่อันตราย เต็มไปด้วยวิกฤติ ที่พร้อมปะทุขึ้นตลอดเวลา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดวิกฤติ คงยากที่จะบอกว่าวิกฤติจะเกิดเมื่อไร วันไหน แต่ที่เราพอจะรู้ได้ ก็คือ วิกฤติใกล้ เข้ามาแล้ว ที่ยากก็เพราะว่า สาเหตุของวิกฤติในแต่ละครั้ง ดูว่าจะแตกต่างกันไป จากปัญหาการคลัง สถาบันการเงิน ค่าเงิน อนุพันธ์ และครั้งต่อไปก็จะมาในรูปแบบใหม่ ทุกประเทศก็ดูเหมือนว่าจะต่างกันไป มีปัญหาเฉพาะของตน ทำให้การวิเคราะห์หาวิกฤติและการป้องกัน ทำได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศที่กำลังจะเกิดวิกฤติ มักจะพูดว่า เราไม่ใช่ประเทศเม็ก ซิโก และไม่ใช่ต้มยำกุ้งด้วย ประเทศเรา แตกต่างจากเม็กซิโกและต้มยำกุ้งในหลาย ๆ ด้าน แล้วพยายามยกตัวเลขต่าง ๆ ขึ้นประกอบ ในประเด็นนี้ อาจารย์ Dornbusch ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของโลกเคยบอกไว้ว่า “ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ท้ายที่สุดทุกประเทศก็เหมือนกัน” วิกฤติที่เกิดขึ้น อาจจะดูต่างในรายละเอียด แต่ลึก ๆ แล้วไม่ได้ต่างกัน ทุกครั้งมาจากการปล่อยปละละเลย ทำอะไรที่เกินตัว สะสมความเปราะบางทางการเงินเอาไว้ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเป็นด้านการคลัง (กรีซ) ด้านสถาบันการเงิน (สหรัฐ) ด้านค่าเงิน (เวียดนาม) ด้านอสังหาริมทรัพย์ (ญี่ปุ่น) หรือหนี้ครัวเรือน (เกาหลี) โดยวิกฤติไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน เมื่อความเปราะบางเหล่านี้ สะสมตัวถึงระดับหนึ่ง วิกฤติก็พร้อมที่จะปะทุขึ้นมา รอวันเวลา เหมือนใบไม้แห้งที่วางกองไว้เป็นชนวน เพียงแต่รอสะเก็ดไฟเท่านั้น เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น แม้จะไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่สามารถลุกลามใหญ่โต ทำให้เศรษฐกิจล้มลงไป จากความเชื่อมั่นหายไปได้ หลายครั้งที่คนมองไม่เห็นวิกฤติ ก็เพราะไปมุ่งมองที่ตัวเลขมหภาคเป็นสำคัญ เห็นว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวดี เงินเฟ้อก็ไม่มาก มีปัญหาก็เพียงในบางจุดเท่านั้น เช่น ขาดดุลการค้า หรือเงินสำรองไม่มาก แต่ถ้าเรารู้จักมองหา รู้จักมองระดับจุลภาค เราจะเห็นว่าความเปราะบางทางการเงินได้สะสมตัวมากน้อยเพียงใด สะสมเชื้อเพลิง ของวิกฤติไว้หรือไม่ อาทิ เศรษฐกิจมีการปล่อยสินเชื่ออย่างบ้าคลั่งหรือไม่ มีฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นหรือไม่ มีการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐหรือไม่ มีการก่อหนี้อย่างไม่ระมัดระวังของภาคครัวเรือนหรือไม่ ภาคเอกชนมีการกู้ยืมไปลงทุนในโครงการที่เกินตัวไปหรือไม่ และประเทศมีการกู้ยืมจากต่างประเทศในจำนวนมาก ๆ ต่อเนื่องกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ประเทศค่อย ๆ อ่อนแอลง แม้ตอนต้นจะไม่เป็นปัญหา แต่พอทำไปนาน ๆ ไปเป็นหนี้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ เศรษฐกิจก็ใกล้เข้าไปสู่ปากของหุบเหวมากขึ้น ที่วันหนึ่งเมื่อความเชื่อมั่นหายไป เงินที่เคยหลั่งไหลมาหยุดไป สินเชื่อที่เคยได้ถูกระงับ วิกฤติก็จะมาเยือน ปัจจุบันยิ่งแย่กว่าในอดีต เพราะยังมีนักเก็งกำไรที่ จะมาคอยมองหาโอกาส หาว่าประเทศไหนกำลังจะเกิดวิกฤติ แล้วเข้ามากระหน่ำซ้ำเติมในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ช่วยผลักให้ตกลงไปสู่หุบเหวของความหายนะ นี่คือลักษณะของการเกิดวิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าเรา เข้าใจ ก็จะเริ่มเห็นว่าวิกฤติกำลังใกล้เราเข้ามาแล้วหรือไม่

ลดน้ำหนักส่วนเกินด้วย…เกาลัด

Tuesday, August 30th, 2011

เกาลัด (Chestnut)

เกาลัด ภาษาจีนเรียกว่า “เลียกก้วย” “ไต่เลียก” หรือ “ปังเลียก” เป็นพืชจำพวกนัต หรือพืชเมล็ดเปลือกแข็งเช่นเดียวกับอัลมอนด์ และมะม่วงหิมพานต์ ผลเกาลัดมีลักษณะค่อนข้างกลม สีเขียว มีขนแหลม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลและแตกออก ภายในมีเมล็ด และใช้ส่วนเนื้อในเมล็ดกินเป็นอาหารในประเทศจีนนิยมกินเกาลัดทั้งดิบและสุก ชาวจีนถือว่าเกาลัดเป็น “ราชาแห่งเมล็ดพันธุ์พืช” จึงมีการปลูกอย่างแพร่หลายในจีนและผลิตสำหรับส่งออกเมื่อนำเกาลัดไปคั่วในทรายร้อน ๆ จะมีรสหวานอร่อย

  • เกาลัดคั่วที่เห็นมากแถวเยาวราช มักจะมีเม็ดสีดำเล็กๆคั่วรวมอยู่ด้วย หลายคนคิดว่าเป็นเมล็ดกาแฟ จริงๆแล้วไม่ใช่ เจ้าเม็ดสีดำเล็กนั้นคือเม็ดทรายขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร เป็นทรายที่ใช้ในการก่อสร้าง หรือที่เห็นตามตู้ปลาสีออกน้ำตาล พ่อค้าจะนำเอาทรายแห้งใส่ลงในกระทะใบใหญ่ พอทรายร้อนระอุได้ที่จนเป็นสีดำก็จะนำลูกเกาลัดใส่ลงไป บางร้านเติมน้ำตาลทรายคั่วรวมกันให้ได้รสหวาน บางเจ้าเพิ่มกลิ่นหอมด้วยการใส่เม็ดกาแฟคั่วรวมไป

    เหตุผลที่ต้องใช้เม็ดทราย ก็เพราะเม็ดทรายช่วยเก็บความร้อนไว้ได้ ซึ่งดีนักสำหรับการทำให้เกาลัดสุกถึงเนื้อผลด้านใน เพราะหากสังเกตดีๆ เนื้อผลของเกาลัดนั้นจะไม่ติดกับเปลือก ดังนั้นการใช้ทรายที่ร้อนระอุตลอดเวลาจะช่วยให้เนื้อเกาลัดค่อยๆสุก แต่ต้องหมั่นคนเพื่อไม่ให้เกาลัดไหม้ ซึ่งจะคั่วกันนานราว 30-40 นาที เม็ดทรายนั้นใช้ไดนานกว่า 1 เดือน เรียกว่าคั่วเกาลัดได้หลายกระทะ จนทรายที่เป็นเม็ดเริ่มป่นเป็นผงนั่นแหละจึงจะเปลี่ยนไปใช้เม็ดทรายชุดใหม่

    สรรพคุณ
    • เกาลัดมีฤทธิ์อุ่น  รสหวาน  มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย  บำรุงไต  กล้ามเนื้อ  ม้าม  และกระเพาะอาหาร  บำรุงลม  แก้ร่างกายอ่อนแอ
    • แก้ไอ  ละลายเสมหะ  แก้อาเจียน  คลื่นไส้  ท้องเดิน
    • ห้ามเลือด ช่วยการไหล  เวียนเลือด
    • แก้อาการถ่ายเป็นเลือด  เลือดกำเดาไหล
    • แก้วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต  และอาเจียนเป็นเลือด
    • ผลดิบของเกาลัด มีสรรพคุณในการรักษากล่องเสียง หรือโรคกล่องเสียงอักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เสียงมากๆ
    • ส่วนผลแห้งของเกาลัด จะช่วยเพิ่มพลัง ฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้รู้สึกมีแรงมากขึ้น และยังช่วยลดการปวดปัสสาวะบ่อยด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับวัยชรา
    • ส่วนในเรื่องระบบขับถ่าย เกาลัดยังช่วยรักษาโรคท้องร่วง และรักษาอาการริดสีดวงทวารได้ดีอีกด้วย 

  • การบริโภคเกาลัด
  • • ต้มเกาลัด  500 กรัมกับน้ำตาลทราย  180  กรัม  จนเปื่อยนิ่ม แล้วนำมายีและกดด้วยแม่พิมพ์  กินเป็นขนมหรือของว่างสำหรับเด็กที่มีกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแอ  และยังเหมาะกับผู้ป่วยหรือผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงอีกด้วย
    • กินเกาลัดแห้ง  7 เมล็ดต่อวัน  กับโจ๊กไตหมู  ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและปวดเท้าได้  หรือกินเกาลัดดิบ  แก้คออักเสบ
    • เผาเปลือกเกาลัดแล้วนำมาบดเป็นผงให้ได้  6  กรัม  ผสมกับน้ำผึ้ง  30 กรัม  กินรักษาริดสีดวงทวาร
    • ต้มเกาลัด  60  กรัมกับพุทราจีนแห้ง  4 ผล  และหมูเนื้อแดง  กินบำบัดอาการหอบหืดหรือไอ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็ง Ice Flowers

Tuesday, August 30th, 2011

Ice Flowers เป็นอีก 1 ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่สร้างความตกตลึงให้แก่ผู้พบเห็น เนื่องจากมันจะเกิดขึ้นบนทะเลที่กลายเป็นน้ำแข็ง และเกิดมีเกร็ดน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาเป็น ช่อดอกไม้สีขาง กลีบบางผุดขึ้นมาเต็มพื้นน้ำแข็ง

สาเหตุ ของการเกิด ปรากฏการณ์ธรรมชาติดอกไม้น้ำแข็ง

   * ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็ง เป็นหนึ่งในรูปแบบของแผ่นน้ำแข็ง ที่เพึ่งก่อตัวขึ้นใหม่
   * เมื่อไอน้ำอิ่มตัว ( Saturated Water Vapors ) ที่แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง
   * เมื่อไอน้ำอิ่มตัว สัมผัสกับอากาศเย็นจัดด้านบนก็จะเริ่มก่อตัวเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
   * ส่วนเกลือบนที่อยู่บนผิวของเกร็ดน้ำแข็งก็จะเกิดการตกผลึก เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบนผิวของเกร็ดน้ำแข็ง
   * ผลึกเกลือที่เกิดขึ้นจะเป็นเสมือนแกนให้ให้ไอน้ำอิ่มตัว ที่เหลือเกาะเป็นเกร็ดน้ำแข็งใหม่ขึ้นสลับไปมาจนซ้อนทับกันจนคล้าย กลีบดอกไม้

วิตามินซี รักษาโรคหวัดได้จริงหรือ??

Monday, August 29th, 2011

หน้าฝนมาเยือนเมืองไทยแล้ว ทำเอาชุ่มฉ่ำกันไปถ้วนหน้า ใครที่ต้องตากฝนบ่อยๆ ก็ระวังจะโดนโรคหวัดรับประทานกันด้วย “108 เคล็ดกิน” นึกเป็นห่วงสุขภาพทุกๆ คน เพราะโรคภัยสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้เริ่มต้นจะเป็นแค่หวัดก็ตาม แต่ก็อาจกลายพันธุ์เป็นโรคอื่นๆ ที่หนักหนากว่าได้
      
พูดถึงเรื่องหวัด มีคนถาม “108 เคล็ดกิน” มาว่า ที่เคยได้ยินว่าวิตามินซีรักษาโรคหวัดได้นั้น จริงหรือไม่ อันนี้ขอตอบว่ารักษาได้จริง เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้กำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกาย และจะช่วยลดระยะเวลา และความรุนแรงของโรคหวัดลงได้อีกต่างหาก
       
ซึ่งวิตามินซีนั้นก็พบได้ง่ายๆ ในผักสด และผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ สัปปะรด มะขามป้อม มะละกอ มะนาว สตอเบอรี่ ฯลฯ และในผักใบเขียวต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิตามินซีช่วยรักษาหวัดได้ แต่ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นการดีที่สุด
      
ขอแถมอีกนิดสำหรับคนที่ติดหวัดไปแล้ว ขอแนะนำให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ เพราะรสเผ็ดร้อนและหอมแหลมๆ ของน้ำขิงนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถทุเลาอาการหวัดลงได้
       
และขอให้ลดอาหารประเภทนมและน้ำตาลลง เพราะมันจะยิ่งทำให้เสมหะข้นขึ้นสร้างความรำคาญให้แก่ตนเอง แถมน้ำตาลยังจะไปลดปริมาณเม็ดเลือดขาวที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคให้น้อยลงอีกด้วย
       
แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนเยอะๆ ก็เป็นอันว่าโรคหวัดจะไม่รุกรานร่างกายของเรามากไปกว่านี้แล้ว

ผู้หญิง 10 แบบที่ผู้ชายชอบ

Monday, August 29th, 2011

1. ผู้หญิงมิสทีน คือ ไม่ว่าสามีขยับตัวไปทางไหน ต้องการอะไร เธอต้องเป็นวิ่งถลาเข้ามารับใช้พร้อมส่งเสียงหวาน ๆ มาด้วย ว่า “มิสทีนมาแล้วค่ะ”

2. ผู้หญิงกระเบื้อง ซีแพคโมเนีย คือ ต้องสวยด้วย ต้องเย็นหน่อย และที่สำคัญต้องมีตราช้าง

3. ผู้หญิงคอฟฟี่เมต คือ ต้องเป็นใบ้ พูดอะไรไม่ได้เลย ใช้แต่ภาษามืออย่างเดียว ที่ผู้ชายใช้ภาษามือกับผู้หญิงน่ะ

4. ผู้หญิงกาแฟโทรฟี่ คือ ต้องมีรสชาติ แปลก ๆ ใหม่ ๆ รู้จักลุกขึ้นมาเปลี่ยนโน่นนิด นี่หน่อย เอาใจใส่เนื้อตัวร่างกายของตัวเอง “เพื่อรสชาติที่ไม่จำเจ”

5. ผู้หญิงไวตามิลค์ คือ ผู้หญิงที่เก่งเรื่องงานบ้าน งานครัว ทำกับข้าวกับปลาได้อร่อยเรียกว่าถ้าได้เธอมาเป็นภรรยาแล้ว ผู้เป็นสามีจะ “อิ่มสบายท้อง” ไปตลอดชีวิต

6. ผู้หญิงบรีสอัลตร้า คือ ดูก็สะอาด ดมก็สะอาด ไม่ใช่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเป็น “ยายเพิ้ง”

7. ผู้หญิง TOA คือ ต้องสวย ต้องทนทาน นานนับสิบปี ไม่ใช่แป๊บเดียวก็แก่หง่อมซะแล้ว

8. ผู้หญิงแพมเพอร์ส คือ ต้องพูดให้ได้อย่างคุณอุทุมพร ศิลาพันธ์ ว่า “ทำรายการสำหรับเด็ก ต้องรู้จริงเรื่องเด็กและก็ปล่อยให้สามีไปมีเด็ก ๆ บ้าง”

9. ผู้หญิงจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน คือ ต้องรักตัวเราให้ได้เป็นที่สอง รองจากแม่ของเราครับ

10. ผู้หญิงเมอซิเดสเบนซ์ ต้องเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ “โช้กดีสีใหม่พวงมาลัยเอี่ยม ขี่เยี่ยม ไม่ส่งเสียงดัง แถมช่วงล่างก็ยังเพอร์เฟค”

 

ตํานาน พญาครุฑ

Friday, August 26th, 2011

   ในตํานานเมืองฟ้าป่าหิมพานต์นั้น มีเรื่องราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมายหลายชนิด เช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลําตัวเป็นสิงห์แต่มีศรีษะเป็นช้าง กินรี กินนร และสัตว์แปลกๆอีกมากมาย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นมี 2อย่างที่นับว่าเป็นเทพ มีอิทธิฤทธิ์มากคือ พญาครุฑ จ้าวแห่งเวหา อีกหนึ่งคือ พญานาคราช จ้าวแห่งบาดาล
   พญานาคนั้นมีวิมานอันเป็นทิพย์อยู่ในเมืองบาดาล ส่วนพญาครุฑนั้นก็มีวิมานฉิมพลีอยู่ที่เชิงเขาไกรลาสและได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีศาสตราวุธใดๆสามารถทําร้ายได้ แม้แต่สายฟ้าของพระอินทร์ กล่าวว่าองค์พญาครุฑนั้นมีนามว่า ท้าวเวนไตย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวสุบรรณ ซึ่งหมายถึง(ขนวิเศษ) มีกายเป็นรัศมีสีทอง มีเดชอํานาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลาย อาศัยเกาะอยู่ตามต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและนําดอกไม้จากตันงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทํามา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมามาก อํานาจจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบําเรอลูกครุฑตนนั้นๆและลูกครุฑตนดังกล่าวจะจําเจริญวัยได้อย่างรวดเร็ว

 นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันมาตามตํานาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าในขณะที่พระพรหมกําลังสร้างโลกอยู่นั้น พระทักษะปชาบดีได้ยกลูกสาวทั้ง13คนให้ ฤาษีกัสยปะเทพบิดร และเกิดบุตรหลานเป็นจํานวนมาก โดย นางกัทรุ หนึ่งในบรรดาลูกสาวทั้ง13คนนั้นได้เป็นมารดาของนาคและงู1000ตัว ส่วน นางวินตา ผู้เป็นน้องก็ได้ให้กําเนิดไข่2ฟองซึ่งต้องใช้เวลาฟักนานมาก นางวินตา ทนรอไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองนึงให้แตกเป็นตัวออกมา บุตรของ นางวินตา เมื่อออกมาแล้วปรากฎว่าเป็น ชายครึ่งนก แต่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เพราะออกมาจากไข่เร็วเกินไปดังนั้นบุตรชายครึ่งนกก็กราบทูลพระมารดาว่า ให้รอไข่อีกฟองแตกตัวออกมาโดยวิธีธรรมชาติ ก็จะได้บุตรชายครึ่งนกที่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์ จะมีบุญญาธิการและพละกําลังมหาศาลและจะคอยให้ความช่วยเหลือนางวินตาพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง พอกล่าวจบบุตรครึ่งนกตนแรกก็บินจากนางไป และไปเป็นสารถีให้พระสุริยะเทพ และมีนามที่เรียกกันว่า อรุณเทพบุตร ซึ่งถือเป็นพี่ชายของพญาครุฑ
    ต่อมานางกัทรุและนางวินตาได้พนันกันว่าม้าที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เหล่าทวยเทพและอสูรกวนน้ำอมฤต ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่บนสวรรค์นั้นมีหางสีอะไรถ้าใครแพ้ก็ต้องเป็นข้ารับใช้ตลอดไป นางวืนตาเลือกตอบว่าหางของม้านั้นเป็นสีขาว ส่วนนางกัทรุนั้นได้ตอบว่าเป็นสีดําแต่จริงๆแล้วนางกัทรุได้รู้แจ้งอยู่แล้วว่าหางของม้าเป็นสีขาวและนางกัทรุกลัวแพ้จึงได้คิดวางอุบายขึ้นโดยให้ลูกงูทั้ง1000ตัวนั้นเข้าไปพันอยู่รอบๆหางของม้าให้หางของม้าดูแลกลายเป็นสีดํา และเมื่อม้าตัวนั้นวิ่งมาถึงนางทั้ง2ก็เห็นหางของม้าเป็นสีดํา นางวินตา เลยจําต้องยอมแพ้และกลายเป็นข้ารับใช้ของนางกัทรุ
   ในขณะนั้นเองไข่ฟองที่2ของนางวินตาก็ได้ฟักตัวออกมา เมื่อแรกเกิด ร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตราเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกใด บรรดาขุนเขาก็ตกใจต้องปลาดหนีไปพร้อมกับพระพาย รัศมีพวยพุ่งออกมาจากกายสว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์ มีลักษณะดั่งไฟไหม้ไปทั่วทั้งสี่ทิศ กระทําให้ทวยเทพต้องตกใจ สําคัญว่าเป็นพระอัคนี ต่างพากันมาบูชา เพื่อขอความคุ้มครอง หลังจากนั้นก็ได้ออกบินไปตามหานางวินตาผู้เป็นมารดาจนพบ นางวินตาจึงเล่าเรื่องที่ถูกนางกัทรุใช้กลโกงในการพนันจนต้องมาเป็นทาสรับใช้ พอทราบเรื่องเข้าก็ทำให้บุตรชายครึ่งนกของนางวินตา รู้สึกโกรธแค้นนางกัทรุและนาคเป็นอันมาก จึงทําให้บุตรชายครึ่งนกของนางวินตาเป็นศัตรูกับพวกนาคและงูกันมาตลอดเจอกันเมื่อไรเป็นต้องต่อสู้กัน แต่นางวินตาก็ได้ร้องขอและได้ห้ามไว้ไม่ให้ไปทำอะไรกับฝ่ายนางกัทรุและเหล่านาคอีก เพราะต้องการรักษาคำพูดและรักษาสัตย์ที่ได้ตกลงกันไว้นั้น บุตรชายครึ่งนกของนางวินตาก็ยอมอยู่กับนางวินตาและยอมเป็นข้ารับใช้นางกัทรุและบรรดาลูกๆของนางคือนาคกับงู 1000 ตัวด้วย
   ในที่สุดบุตรชายครึ่งนกของนางวินตาได้เข้าไปเจรจาขอแลกอิสรภาพจากนางกัทรุและเหล่านาคให้แก่มารดาของตน นางกัทรุจึงได้ขอแลกกับน้ำอมฤตเป็นการแลกกกับอิสระภาพของนางวินตา บุตรนางวินตาจึงบินไปหาน้ำอมฤตในทันที ในระหว่างทางก็ได้พบกับฤาษีกัสปะเทพบิดรผู้เป็นบิดา ซึ่งได้แนะนำให้บุตรนางวินตาบินไปยังทะเลสาปแห่งหนึ่งและจับกินเต่ายักษ์และช้างที่กำลังสู้กันเพื่อเพิ่มพลังในระหว่างการเดินทางไปหานําอมฤต บุตรนางวินตาจึงได้จับสัตว์ทั้งสองกินแล้วออกบินต่อไป พอมาถึงต้นไทรต้นหนึ่งก็ได้แวะลงไปเกาะที่กิ่งต้นไทร ต้นไทรนี้มีฤาษี 4ตนกำลังบำเพ็ญตบะอยู่ พอบินลงมาเกาะจึงทำให้กิ่งต้นไทรหัก บุตรนางวินตาจึงจับกิ่งไม้นั้นไว้เพื่อไม่ให้ฤาษีทั้ง 4ตนตกลงไป ฤาษีทั้ง 4จึงเรียกบุตรนางวินตาว่า “ครุฑ” แปลว่า “ผู้แบก” หรือผู้ซึ่งยกของหนักได้ บุตรของนางวินตาจึงได้ชื่อว่า “พญาครุฑ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
   เมื่อข่าวเรื่องพญาครุฑจะมาขโมยน้ำอมฤตรู้ถึงพระอินทร์ พระอินทร์จึงสั่งเพิ่มเหล่าบรรดากำลังทหารสวรรค์ให้เข้มแข็ง โดยชั้นนอกให้เหล่าเทวดาสวรรค์และทูตสวรรค์รักษาไว้ ให้หม้อน้ำอมฤตอยู่ตรงกลางกงจักรที่มีงูยักษ์ 2ตัวหมุนกงจักรและจุดไฟล้อมรอบเอาไว้เพื่อป้องกันและขัดขวาง เมื่อพญาครุฑเดินทางมาถึงก็ได้ต่อสู้กับบรรดาเหล่ากองทัพทหารสวรรค์อย่างดุเดือด และก็ใช้ปีกกระพือลมพัดเหล่าทหารเทวดาสวรรค์จนแตกพ่าย เหล่าบรรดาทหารสวรรค์ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชอํานาจของพญาครุฑได้จึงพ่ายแพ้และสูญสลายไปจนหมดสิ้น แล้วจึงบินพุ่งลงไปอมน้ำในมหาสมุทรมาพ่นดับไฟที่ลุกอยู่ล้อมรอบกงจักรนั้นเสีย และกินงูที่กำลังหมุนกงจักรอยู่นั้นอีกด้วย แล้วจึงเข้าชิงนำน้ำอมฤตกลับมาไถ่ตัวมารดา พระอินทร์จึงเข้าขัดขวางจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น พระอินทร์ใช้สายฟ้าฟาดเข้าที่บริเวณปีกของพญาครุฑเข้าอย่างจังแต่สายฟ้าของพระอินทร์มิอาจทําอันตรายต่อพญาครุฑได้เลย ในที่สุดพระอินทร์จึงยอมแพ้ต่อพญาครุฑ และพญาครุฑจึงได้มอบขนปีกให้กับพระอินทร์หนึ่งเส้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระอินทร์ และนับจากนั้นมาพญาครุฑจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ท้าวสุบรรณ”แปลว่า”ขนวิเศษ”
   เรื่องราวการรบครั้งนั้นได้เลื่องลือล่วงรู้ไปถึงสามโลกธาตุ จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาช่วยปราบ จนเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างพระนารายณ์และพญาครุฑ ต่อสู้กันจนฟ้าลั่นแผ่นดินสะเทือนแต่ทั้งพระพระนารายณ์และพญาครุฑต่างก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ทั้งสองจึงยุติศึกและทำสัญญาเป็นไมตรีต่อกัน โดยพญาครุฑสัญญาที่จะรับเป็นพาหนะให้กับพระนารายณ์ตลอดไปและเป็นธงครุฑพ่าห์สําหรับปักอยู่บนรถศึกของพระนารายณ์ ส่วนพระนารายณ์ก็ได้ให้พรความเป็นอมตะแก่พญาครุฑและไม่มีใครทำลายได้ เสร็จแล้วพญาครุฑจึงได้นำน้ำอมฤตไปไถ่ตัวนางวินตาผู้เป็นมารดาในเวลาต่อมา 
   ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือกึ่งกายทิพย์กายสิทธิ์คล้าย ชาวลับแล และ พวกพญานาค อยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา ผู้ที่สามารถจะพบเห็นพญาครุฑได้นั้นต้องเคยมีบุญร่วมกับเขามา จึงจะสามารถรับรู้ถึงกันและกันได้ เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตกาลทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรู้กันได้ทั่วกันไปเช่นสามัญ
    เรื่องของพญาครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์ โลดโผนมาก แต่คนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของพญาครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากเพราะทางฮินดูเขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าพระองค์หนึ่งเลยทีเดียว แม้แต่ในไทยของเราเอง ทางไสยศาสตร์ก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราประจําแผ่นดินเองก็มีลักษณะเป็น ครุฑ จึงน่าสนใจว่า ครุฑ นั้นมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่ง

ความเชื่อเกี่ยวกับ พญาครุฑ
   ครุฑ คือสัตว์หิมพานต์อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่สัตว์สามัญธรรมดา เพราะพญาครุฑเป็นสัตว์กึ่งเทพกายสิทธิ์เป็นอมตะ ซึ่งมีอํานาจเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้า ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์อย่างหนึ่ง ในเมืองไทยเรานับถือพระมหากษัตริย์ว่าเป็นสมมุติเทพ เป็นองค์นารายณ์อวตารจึงมีการใช้ธงรูปครุฑ และมีครุฑเป็นสัญลักษณ์ประจําแผ่นดิน สามารถพบเห็นครุฑได้จากเอกสารต่างๆของทางราชการและนับว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์ หากราชการผู้ที่ทําหน้าที่ผู้ใด มีความสุจริต จงรักภักดีต่อแผ่นดิน องค์พระมหากษัตริย์ และหน้าที่ของตัวเองแล้ว องค์พญาครุฑก็จะส่งพลังป้องกันภยันตราย ก่อให้เกิดความสุขในทุกด้าน และจะมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

  นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความเชื่อว่าหากที่ใดมีอาถรรพ์แรงท่านให้นําเอาตราหรือสัญลักษณ์พญาครุฑไปติดหรือบูชาจะทําให้อาถรรพ์นั้นเสื่อมสลายไปในที่สุด ครุฑล้างอาถรรพ์ได้จึงเป็นที่เชื่อถือกันมาตลอดและได้รับความเคารพบูชาเป็นอย่างสูงเปรียบเสมียนเป็นองค์ตัวแทนแห่งพระประมุข ผู้ใดมีสัญลักษณ์หรือรูปครุฑบูชาไว้ย่อมได้อานิสงฆ์มากเป็นล้นพ้น อาทิ มีความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองและครอบครัวเป็นต้น

  คนโบราณยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ครุฑ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง มหาอํานาจ อย่างเด็กคนใดที่เกิดมาแล้วมีลักษณะปากคล้าย พญาครุฑ ท่านว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต  เรื่องครุฑนี้คนโบราณจึงเชื่อถือกันมากแม้เครื่องรางของขลังที่เกี่ยวกับครุฑก็เป็นเครื่องรางที่มีความหมายมีอานุภาพมากมายมหาศาลโดดเด่นหลายประการ
   อํานาจพญาครุฑ สิทธิอํานาจพญาครุฑสัตว์กายสิทธิ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าให้ตายได้มีอายุยืนเสมือนว่าเป็นอมตะนั้น นับเป็นเรื่องลี้ลับที่ผู้รู้พยายามค้นคว้าและเสาะหาที่มาแห่งพลังอํานาจดังกล่าว จนเกิดการสร้างเครื่องรางต่างๆขึ้น อํานาจพญาครุฑสามารถจําแนกได้ 8ประการ โดยนับเอาอํานาจหลักๆได้ดังนี้คือ

1.เป็นมหาอํานาจอันยิ่งใหญ่ เป็นสิทธิอํานาจอันเฉียบขาด

2.สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสยได้ทั้งปวง ภูติผีปีศาจกลัวไม่กล้าเข้าใกล้

3.เป็นสื่อนําความเจริญรุ่งเรือง ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน

4.ปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภัยเป็นคงกระพัน

5.เป็นเมตตามหานิยม

6.นําความร่มเย็นเป็นสุขมาให้

7.ทํามาค้าขายดี เป็นสื่อนําโชคลาภนานาประการ

8.สัตว์ร้าย เขี้ยวงาสารพัด งูเงี้ยวเขี้ยวขอ อสรพิษ ไม่กล้ากลํากายเข้าใกล้ เพราะเกรงตบะบารมีขององค์พญาครุฑเป็นที่สุด 

    ลักษณะของ พญาครุฑ
  ครุฑ เมื่อแรกเกิด ร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตราเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกใด บรรดาขุนเขาก็ตกใจต้องปลาดหนีไปพร้อมกับพระพาย รัศมีพวยพุ่งออกมาจากกายสว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์ มีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วทั้งสี่ทิศ กระทําให้ทวยเทพต้องตกใจ สําคัญว่าเป็นพระอัคนี ต่างพากันมาบูชาครุฑ เพื่อขอความคุ้มครองจากครุฑ

  ครุฑ เป็นสัตว์กึ่งเทพกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ ได้รับพรให้เป็นอมตะ มีวิชาผาดโผนพิสดาร มีอานุภาพและพละกําลังมหาศาล แข็งแรง สามารถบินได้รวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ทั้งยังมีสติปัญญาอันเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ น่าสรรเสริญ

  อีกตําราหนึ่งว่าครุฑนั้นมีรูปร่างและลักษณะดังนี้ เศียร จงอยปากและเล็บเป็นเหมือนดั่งพญานกอินทรี ท่อนกายตัวและแขนขาเป็นดั่งมนุษย์ หน้าเป็นสีขาว ปีกเป็นสีทอง กายเป็นสีทอง มีโอรสชื่อ สัมปาติ และ ชฎายุ มีชายาชื่อ อุนนติหรือวินายกา
 

ลิเบียฉลอง! กัดดาฟี ใกล้ถูกโค่นอำนาจ

Friday, August 26th, 2011

ลิเบียฉลอง! กัดดาฟี ใกล้ถูกโค่นอำนาจ

(22 ก.ค.) บรรยากาศภายในลิเบียเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสที่ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ใกล้ถูกโค่นจากอำนาจ 42 ปี หลังปฏิบัติการบุกยึดกรุงทริโปลีของฝ่ายกบฏบุกเข้าสู่จัตุรัสกรีนสแควร์ได้

การฉลองมีขึ้นพร้อมกันในเมืองเบงกาซี ซึ่งเป็นฐานของรัฐบาลฝ่ายกบฏทางภาคตะวันออก ขณะเดียวกันระหว่างที่กองกำลังฝ่ายกบฏเดินทัพเข้าถึงจัตุรัสกรีนแสควร์ ชาวกรุงทริโปลีได้ออกมาโห่ร้องต้อนรับ พร้อมร่วมฉลองชัยไปกับฝ่ายกบฏ

ฝ่ายกบฏซึ่งบุกเข้ากรุงทริโปลีพร้อมกันใน 3 ทิศทาง คือ ทางตะวันตก ตะวันออกและทางใต้ สามารถยึดพื้นที่กรุงทริโปลีไว้ได้ทั้งหมด ยกเว้นสถานที่พักของพันเอกกัดดาฟีที่รายล้อมด้วยค่ายทหาร ส่วนทางทิศเหนือของกรุงทริโปลีนั้นเป็นทะเล ซึ่งก็เรือของนาโต้คอยลาดตระเวนพร้อมกับเป็นฐานโจมตีทางอากาศ

ปฏิบัติการบุกเข้ากรุงทริโปลีภายใต้รหัส “ปลดแอกนางเงือก” ดำเนินไปอย่างรวดเร็วเกินคาดหมาย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามมานานกว่า 6 เดือน

การดื่มนมทำให้เป็นสิว?

Monday, August 22nd, 2011

การดื่มนมทำให้เป็นสิว??

วัยรุ่นทั้งหลายต่างถูกกระตุ้นให้ดื่มนมเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง … ว่าแต่นมนั้นทำให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายใด ๆ ต่อร่างกายหรือเปล่า?? แพทย์ผิวหนังหลายคนเชื่อว่านมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากนมนั้นอาจสามารถเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้

นิตยสารของ American Academy of Dermatology รายงานว่านมพร่องมันเนย (Skim milk) กับสิวนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน ได้มีการทดลองกับผู้หญิงจำนวน 47,335 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของนมกับสิว ผู้หญิงที่ได้เข้ารับการทดลองนั้นจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับนมที่เธอเหล่านั้นดื่ม และคำถามที่ว่าเธอเหล่านั้นมีอาการของสิวรุนแรงในวัยรุ่นหรือไม่

ผลที่ได้จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 44% ของหญิงที่ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 แก้วขึ้นไปจะมีความเป็นไปได้ในการเกิดสิวอักเสบและสิวหนองได้สูงกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ดื่มนม ผู้หญิงที่ดื่มนมพร่องมันเนยมากกว่า 2 แก้วต่อวันจะมีความเป็นไปได้ในการเกิดสิว มากกว่าผู้ที่ดื่มนมปราศจากไขมันวันละ 1 แก้ว 22% – - จากข้อมูลดังกล่าว ทีมวิจัยจึงสร้างความสัมพันธ์ในแง่บวกระหว่างนมกับสิวได้ นิตยสารของ American Academy of Dermatology รายงานว่าปัจจัยหลักของการเกิดสิวจากนมคือฮอร์โมนและโมเลกุลชีวภาพ (ซึ่งเป็นโมเลกุลเคมีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสิ่งมีชีวิต)

ผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่น ๆ ที่ได้รับการทดสอบระหว่างการวิจัยนี้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์จากนมเช่น ชีส ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับสิวมากเท่ากับนมพร่องมันเนย ส่วนนมปกติและนมไขมันต่ำไม่มีรายงานแสดงผลที่ได้

ธาตุไอโอดีนในนมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าในนมมีส่วนของธาตุไอโอดีนอยู่ เพราะเจ้าของฟาร์มจะให้อาหารที่เสริมคุณค่าไอโอดีนให้กับวัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จึงเป็นสาเหตุที่มีปริมาณของธาตุไอโอดีนอยู่ในผลิตภัณฑ์นมธาตุไอโอดีนนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว แต่ฮอร์โมนและโมเลกุลชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ยังคงต้องการงานวิจัยเพิ่มเติม, จึงจะสามารถสรุปได้ว่า ควรงดการดื่มนมพร่องมันเนยเพื่อป้องกันการเกิดสิว ส่วนผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่น ๆ ก็ควรรับประทานแต่พอประมาณเพื่อป้องกันการเกิดสิว