Archive for November, 2011

แต่งดวงตาสวยแบบสโม้กกี้อาย

Wednesday, November 30th, 2011
แต่งดวงตาสวยแบบสโม้กกี้อาย

 การแต่งดวงตาสวยแบบสโม้กกี้อายนั้นไม่เคยจะตกยุค แต่จะแต่งดวงตาให้สวยได้ดั่งใจนั้นก็ต้องอาศัยขั้นตอนที่ถูกต้อง และนี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับง่ายๆ ที่เรานำมาฝากกัน

 1. จุ่มปลายพู่กันที่เปียกหมาดๆ ลงในอายแชโดว์สีเข้มสุด แล้ววาดเป็นเส้นตามแนวขนตาบน

 2. ก่อนที่อายแชโดว์จะแห้ง ก็มองขึ้นข้างบนแล้วกะพริบตา วิธีนี้จะทำให้เกิดคราบสีบนเปลือกตา ซึ่งคุณควรทาอายแชโดว์สีกลางๆ ให้ถึงแนวนี้

 3. ทาอายแชโดว์สีอ่อนสุดเหนือรอยพับบนเปลือกตา และเรื่อยไปจนถึงโหนกคิ้ว

 4. ทาอายแชโดว์สีเหลือบมุกลงบนบริเวณหัวตา เพื่อทำให้ดวงตาดูโตขึ้น

 5. จบด้วยการใช้ดินสอเขียนตาวาดขอบตา แล้วใช้นิ้วหรือก้านสำลีเกลี่ยให้ดูนุ่มนวน

อยากผอมทำยังไงดี?

Wednesday, November 30th, 2011

สำหรับสาวๆหลายคนอยากผอม ทำอย่างไร แน่นอนว่าถ้าสาวๆหลายๆคน ไม่เลือกอดอาหารยอมหิวจนตาลายก็ต้องโหมออกกำลังอย่างหนักเหลือทน และเรามีทางเลือกอีกทางให้คุณผอมหุ่นเพียวสวยด้วยวิธีง่ายๆ  ที่สำคัญไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องโหมออกกำลังกายค่ะ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแสนง่าย 9 อย่างเท่านั้นเองค่ะ

1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า “นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ” และอีกด้านหนึ่งมันก็จะ กระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลง ของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่ กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ และถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมง แน่นอน

2. ปิดวิทยุซะ คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะ ต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้า มากขึ้นค่ะ ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย

3. กินให้ครบทุกมื้อ สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า “เอาเถอะ น่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน” ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง และแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ “คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ”

4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อ ชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ย ช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ แล้วล่ะ  ยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ

5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่ง มีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินออกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม…แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ

6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ

7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว  ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง  หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ

8. เปิดไฟทานอาหาร ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง

9. ความโกรธทำอ้วน ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ใน ร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์คุณ ก็นับ 1-10 สูด หายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ

ช็อกโกแลต กับราศี

Wednesday, November 30th, 2011

ช็อกโกแลต กับราศี

 ใครที่กำลังจะซื้อช็อกโกแลตให้กับหวานใจในวันพิเศษ ๆ จะให้ถูกใจต้องมาดูกันก่อนว่า หวานใจของคุณเกิดในราศีอะไร คราวนี้จะได้ซื้อช็อกโกแลตได้ถูกใจคนรับนะคะ
 ราศีเมษ ต้องเลือกแบบที่หรูหราหน่อย เพราะชาวราศีเมษ ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด เสมอ สำหรับพวกเขา
 ราศีพฤษภ ชาวราศีพฤษภชอบช็อกโกแลตที่ใจกลางนุ่ม เช่น สอดไส้คาราเมล นี่เลิฟอย่าบอกใครเชียว
 ราศีเมถุน ชาวราศีเมถุนจะชอบช็อกโกแลตที่พกไปทานได้ง่ายๆ เพราะเป็นคนไม่อยู่กับที่ ชนิดที่เป็นแบบเม็ดเล็กๆ แล้วกดออกมาทานทีละนิดจะเวิร์กมาก
 ราศีกรกฎ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตแบบไหน ชาวราศีกรกฎก็ชอบไปหมด เรียกว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วย รอยยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ
 ราศีสิงห์ มีเคล็ดนิดหน่อยเวลาจะให้ช็อกโกแลตชาวราศีสิงห์ คุณต้องมีวิธีการให้แบบเซอร์ไพส์ หรือจู่โจมถึง จะสร้างความประทับใจได้
 ราศีกันย์ คุณต้องแน่ใจว่าช็อกโกแลตที่จะให้สะอาด แสดงส่วนผสมชัดเจน และอยู่ในหีบห่อสวยงาม แล้วก็ต้องเป็นแบบที่เก็บไว้ได้น านาๆ ด้วยเพราะเขาจะกินมันครึ่งนึง แล้วเก็บที่เหลือไว้ในตู้เย็นอีกเป็นเดือน
 ราศีตุลย์ ชาวราศีตุลย์ชอบอะไรๆ ที่เป็นคู่ ดังนั้นคุณควรสร้างความประทับใจ ด้วยการหาซื้อช็อกโกแลต ให้เขากล่องหนึ่ง แล้วก็สำหรับตัวเองเหมือนกันอีกกล่องด้วย
 ราศีพิจิก ชาวราศีนี้เป็นคนที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก โดยเฉพาะแบบที่ค่อนข้างเหลวหน่อย เพราะมีวิธีการกิน ที่ไม่เหมือนใคร ต้องค่อยๆ เลียเหมือนกินไอศครีม
 ราศีธนู ชอบช็อกโกแลตแบบฝรั่งเศสเป็นที่สุดเลย ไม่รู้ว่าแบบฝรั่งเศสเป็นยังไงก็เลือกดูที่ Made in France แล้วกัน
 ราศีมังกร พวกนี้ชอบแต่ของที่ดีที่สุด และก็แพงที่สุดเท่านั้น ประเภทว่าถ้าไม่เริ่ดที่สุดก็ไม่มีทางแล
 ราศีกุมภ์ ไม่ต้องเอาอันที่ใหญ่มากนักหรอกนะ เล็กๆ ก็พอ ชาวราศีนี้ชอบอะไร ที่ค่อนข้างจะกุ๊กกิ๊กน่ารัก
 ราศีมีน ชาวมีนชอบช็อกโกแลตแบบที่มีรวมกันหลายรสหลายแบบ เพราะเป็นคน ชอบแบ่งให้คนอื่นกินได้ด้วย


10 สัญญาณที่บอกว่า เขากำลังจะทิ้งคุณ

Wednesday, November 30th, 2011

10 สัญญาณที่บอกว่า เขากำลังจะทิ้งคุณ

มาดูกันว่าจะมีอะไรกันบ้าง อ่านแล้วอย่าเพิ่งคิดมาก

 1. เขาไม่พูดเรื่องอนาคตอีกแล้ว ไม่เป็นแม้แต่จะออกความเห็นว่าจะไปดินเนอร์ที่ไหน

 2. เขาเก็บข้าวของทุกอย่างที่คุณทิ้งไว้ที่บ้านเขาใส่กล่อง และเก็บไว้ที่ชั้นล่างสุดของตู้เสื้อผ้า โดยให้เหตุผลว่า “จะได้แน่ใจว่าไม่มีอะไรหาย”

 3. คุณเพิ่งไปเห็นว่าของขวัญวันครบรอบราคาแพงที่คุณให้เขา ไปประกาศขายอยู่ในอีเบย์

 4. เพื่อน ๆ คุณทำเป็น “แกล้งลืม” หนังสือ เรื่อง He’s Just Not That Into You (เขาไม่ได้ชอบคุณขนาดนั้นหรอก) ไว้ที่บ้าน และก็ไม่ยอมเอาคืนจนกว่าคุณจะอ่านจบ

 5. หลังจากที่คุณบอกเขาว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ เขาแว้ดกลับมาว่า “ทำไมคุณถึงได้พยายามจะควบคุมผมนัก”

 6. ความคิดเรื่องล้อเล้นสนุกของเขาตอนนี้ คือ การขอเบอร์โทรศัพท์สาว ๆ ต่อหน้าต่อตาคุณ

 7. เขามักมีเหตุผลในการไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบข้อความ SMS ที่คุณส่งไปหา

 8. คุณบอกเขาว่าคุณต้องการความใกล้ชิดและการแสดงความรัก และเขาบอกคุณอย่างสุภาพว่า นั้นเป็นจินตนาการไร้สาระแบบเด็ก ๆ ของคุณ

 9. เขามักจะเหนื่อยเมื่อคุณคึก แต่เขากลับไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ จนถึงตีสี่

 10. เขาเริ่มมีธุระไปประชุมหรือสัมมนานอกเมืองนาน ๆ บ่อยขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำงาน และไม่ใช่แค่นั้น เขายังยืนยันที่จะเอาแปรงสีฟันอันที่เขาทิ้งไว้ที่บ้านคุณไปด้วย

สิบวิธีเปลี่ยนคุณเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

Wednesday, November 30th, 2011

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ชายมักมองข้ามก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า “ตัวตน” ของพวกเขาเองนั่นแหละ ส่งผลมากที่สุดต่อความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เราไม่ได้กล่าวถึงเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่ หรือรูปร่างของคุณ แต่เป็นตัวตนของคุณ คนที่คุณเป็นจากข้างใน นั่นต่างหากที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตคู่ของคุณมากกว่าสิ่งภายนอกทั้งหมดทั้งสิ้น

 

 

  ลองมาดู 10 วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น ผู้ชายแบบที่ผู้หญิงมักจะรู้สึกชอบโดยธรรมชาติ

เรียนรู้ที่จะแยกแยะสถานภาพทางสังคมของแต่ละคน

เรียนรู้ที่จะมองเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่จะบอกคุณว่าสถานภาพทางสังคมของผู้คนรอบตัวคุณเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีสถานะสูงกว่ามักจะดูวอกแวกเล็กน้อยขณะที่เขากำลังพูดคุยกับใครอยู่ ในขณะที่คนที่มีสถานภาพต่ำกว่ามักจะให้ความสนใจกับผู้ที่พูดด้วย 100%

 

ดูที่กลุ่มคนและพยายามแยกแยะว่าใครมีสถานะสูงกว่า เพราะเมื่อพบกับสถานการณ์ที่ต้องพบปะกับกลุ่มคนจำนวนมาก คุณต้องการที่จะรู้โดยเร็วว่าใครที่มีอำนาจมากที่สุดในกลุ่ม และเข้าไปติดต่อพูดคุยด้วย นอกจากนี้คุณยังอยากที่จะทำตัวเหมือนคนที่มีสถานภาพสูง เพราะเมื่อคุณต้องติดต่อพูดคุยกับคนสำคัญๆ พวกเขาจะได้ไม่มองข้ามคุณไป

 


  มองเห็นนิสัยการหลอกตัวเองของคุณ

 

พวกเราทุกคนล้วนเล่นเกมกับตัวเอง เราพยายามที่จะหลอกตัวเองด้วยการทำเป็นไม่เห็นไม่รับรู้อะไรบางอย่างเพราะมันเจ็บปวดเกินไป ในการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น ต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เรื่องนิสัยในการหลอกตัวเองของตัวคุณเองเสียก่อน ดังนั้นถ้าคุณมีโอกาสที่รับรู้ได้ว่าคุณกำลังหลอกตัวเองอยู่ ใช้โอกาสนั้นเรียนรู้และผ่านมันไปให้ได้ ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วคุณจะมีการพัฒนาตัวเองไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

 


 ให้ความสมดุลระหว่างการเรียนรู้และการลงมือทำ

 

มีผู้ชายมากมายหลายคนที่พูดว่า “ไอเดียนี้ผมว่ามันไม่เวิร์คหรอก” เมื่อใดก็ตามที่ใครพูดแบบนี้ เรารู้ได้ทันทีว่าเค้าไม่เคยลองลงมือทำจริงๆ สักที ถ้าคุณอยากรู้ว่าไอเดียนี้เวิร์คหรือไม่ อย่าแค่ศึกษามัน แต่ต้องลงมือทำด้วย แต่ก็มีผู้ชายอีกจำนวนมากที่ชอบบ่นว่าพวกเขาลองทำมานับร้อยนับพันครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที ขอถามว่าพวกเขาเคยศึกษาวิธีที่แตกต่างออกไปหรือเปล่า? เปล่าเลย คนพวกนี้มีแต่ทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยเรียนรู้ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องมีความสมดุล ทั้งการเรียนรู้และการลงมือทำต้องสมดุลกัน ถ้าคุณกำลังมีปัญหา นั่นหมายถึงคุณกำลังโฟกัสไปยังด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไ

 


 

    พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

 

หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆ สิ่งที่คุณทำ และทุกๆ ด้านในตัวของคุณเอง คุณจะพบว่าคนที่หมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอคือคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องผู้หญิงและในชีวิต ให้กำจัดความคิดที่ว่าวันหนึ่งคุณจะถึงจุดที่คุณกลายเป็นคนเพอร์เฟ็คท์และไม่ต้องพัฒนาอะไรอีกแล้ว จงเปิดกว้างให้กับการพัฒนาตนเอง เติบโตไปเรื่อยๆ และอย่าหยุดที่จะเรียนรู้

 


 หยุดยัดเยียดจุดอ่อนของคุณไปยังผู้อื่น

 

ถ้าคุณต้องการพบปัญหาของตัวเองโดยเร็ว ให้เขียนลิสต์ลักษณะนิสัยของคนที่คุณไม่ชอบ และเขียนลิสต์ลักษณะนิสัยของคนที่คุณชื่นชม จากนั้นถือรายการทั้งคู่ไว้ตรงหน้า สิ่งที่คุณเกลียดที่สุดมักจะสะท้อนสิ่งที่คุณเกลียดในตัวเอง และสิ่งที่คุณชื่นชมในคนอื่นมากที่สุดคือสิ่งที่คุณยังไม่ให้โอกาสตัวเองในการพัฒนาจุดนี้ ฝึกฝนตั้งใจแก้ลักษณะนิสัยที่คุณไม่ชอบและเปิดโอกาสให้คุณได้พัฒนาลักษณะนิสัยที่จะพาชีวิตคุณไปยังอีกระดับหนึ่ง

 


 กำจัดนิสัยแย่ๆ ของตัวเอง เรียนรู้นิสัยที่ดีขึ้น

 

นิสัยของคุณก็เหมือนกับแม่น้ำ ยิ่งมีน้ำไหลผ่านมากแค่ไหน มันก็จะยิ่งเซาะลึกลงไปเท่านั้น จนกระทั่งกลายเป็นแกรนด์ แคนยอนในที่สุด คุณคิดว่าแบบไหนง่ายกว่ากัน ระหว่างการเปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำที่เพิ่งไหลใหม่ๆ กับแม่น้ำที่มีอายุหลายล้านปี? ประเด็นก็คือนิสัยที่คุณทำมาเป็นเวลานานนั้นยากที่จะเปลี่ยนเพราะมันฝังรากลึกลงไปแล้ว ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองมีนิสัยที่ไม่ดีเป็นเวลานาน ให้รีบเปลี่ยนแปลงและแก้ไขหากคุณรู้ตัวว่านั่นเป็นนิสัยที่ไม่ดี เมื่อคุณพยายามที่จะเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีและพยายามสร้างนิสัยที่ดีแทนที่ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากในชีวิตของคุณ

 


 

    รู้สึกตัวเมื่อคุณกำลังสูญเสียการควบคุม

 

เมื่อไหร่ที่คุณกำลังรู้สึกว่าคุณกำลังสูญเสียการควบคุมในชีวิตให้หยุด และอย่าโทษตัวเอง อย่าทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ อย่าให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อ แค่หยุด และมองย้อนกลับมา อย่าบังคับให้ตัวเองพยายามที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้งเพราะนั่นมีแต่จะทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้น แต่ควรหยุดและให้โอกาสตัวเองและถอยออกมาบ้าง ใช้เวลาคนเดียวบ้าง ทำสมาธิ หากิจกรรมทำเพื่อที่จะให้คุณเลิกคิดเรื่องนั้นๆ และกลับมาเมื่อคุณพร้อม ผู้ชายที่ขาดการควบคุมตัวเองไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่ดึงดูดผู้หญิงหรือมีชีวิตที่มีความสุข

 

 

    ทำให้บ้านของคุณเป็นที่ของคุณจริงๆ

 

ลักษณะหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในมนุษย์ นั่นก็คือเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง นั่นหมายความว่าคุณมีพื้นที่ที่เป็นของคุณเองจริงๆ และคุณไม่ต้องการให้ใครเข้ามาบุกรุก ในยุคปัจจุบันนิสัยในการมีพื้นที่เป็นของตัวเองไม่ค่อยได้รับการตอบสนองอย่างถูกวิธีนัก ทางออกก็คือคุณควรที่จะรู้ว่าทำอย่างไรให้คุณมีที่เป็นของตัวเองจริงๆ เมื่อคุณรู้สึกกดดันหรือเครียดจากโลกภายนอกคุณจะได้มีที่ให้ผ่อนคลาย คุณจะได้มีที่ที่คุณอยากไป เมื่อคุณเดินผ่านประตูเข้ามาคุณก็จะได้รู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

 

แต่คุณจำเป็นต้องปกป้องอาณาเขตของตัวเองด้วย ถ้าใครบางคนเข้ามาในที่ส่วนตัวของคุณและทำอะไรที่คุณรับไม่ได้ ให้บอกว่า “นี่ ผมคิดว่าคุณน่าจะออกไปก่อนดีกว่า ผมไม่ค่อยชอบเวลาที่อะไรแบบนั้นเกิดขึ้นในบ้านของผม ทำไมคุณไม่ไปซะเดี๋ยวนี้แล้วเราค่อยคุยกันใหม่ทีหลัง?” ทำให้บ้านของคุณเป็นบ้านของคุณจริงๆ แล้วผู้หญิงก็จะนับถือคุณเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

 


   เป็นผู้นำ

 

คนจำนวนมากที่ขาดประสบการณ์เข้าใจผิดว่าการเป็นผู้นำหมายถึงการควบคุมคนอื่นๆ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด อันที่จริงการเป็นผู้นำที่แท้จริงหมายถึงการรู้จักศักยภาพของคนอื่นๆ และสนับสนุนให้พวกเขานำออกมาใช้เพื่อความสำเร็จ ถึงแม้คุณจะไม่อยากเป็นผู้นำ มันก็ยังสำคัญมากที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้วิธีการเป็นผู้นำที่ดี เมื่อสถานการณ์จำเป็นมาถึงคุณจะได้งัดเอาทักษะด้านนี้ออกมาใช้ ในชีวิตจริงเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น ผู้คนมักจะพยายามมองหาว่าใครที่จะมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำและช่วยให้ทุกคนปลอดภัย จงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ เพราะผู้หญิงมักจะชอบผู้ชายที่เป็นผู้นำเสมอ

 


 

    เลิกที่จะยอมผู้หญิงจนเกินเหตุ

 

สิ่งหนึ่งที่ผู้ชายมักจะทำพลาดเมื่อมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงก็คือการหลอกตัวเองและพยายามอดทนกับทุกสิ่งที่เธอพูด มองข้ามข้อเสียทุกอย่างของเธอและคิดแต่เพียงว่าคุณทนได้ถ้านั่นจะทำให้คุณเข้าใกล้การจะได้มีเซ็กซ์กับเธอมากขึ้นไปอีก เมื่อคุณคบกับผู้หญิง อย่าได้ยอมเธอมากจนเกินเหตุ หยุดที่จะปรนนิบัติเธอราวกับราชินี เพราะถ้าคุณทำเช่นนั้นแล้วมองข้ามไปว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนอย่างไร คุณจะสร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างใหญ่หลวง คุณจะมีความรักกับคนที่มีข้อเสียเยอะมากและคุณจะมองไม่เห็นเพราะว่าคุณกำลังโกหกตัวเองอยู่ เมื่อคุณเจอผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเพอร์เฟ็คท์เหลือเกิน ให้บอกตัวเองว่า อย่าหลอกตัวเองเด็ดขาด มันจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับคุณได้อย่างมากในการมีชีวิตที่มีความสุข

 

เรื่องเซ็กส์ sex กับ 10 ความเสี่ยง ของวัยรุ่นไทย

Wednesday, November 30th, 2011

การที่วัยรุ่นมองว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่อง ธรรมดา และนิยมมีเพศสัมพันธ์กันในวันวาเลนไทน์นั้น อยากเตือนว่าหากวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแล้วจะมีภัยแ ละผลกระทบตามมาถึง 10 ประการ ฉะนั้น จึงอยากให้วัยรุ่นคิดให้ดี ก่อนที่จะใช้ชีวิตเสรีทางเพศเกินขอบเขต

สำหรับภัยและผลกระทบ 10 ประการที่วัยรุ่นจะได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรคือ
1.ท้อง แท้ง หรือจับผ้าอ้อมก่อนใบปริญญา
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นว่าการทำแท้งของวัยรุ่นทั้งที่ไปใช้บริ การคลินิกและที่กินยาเองมีสูงถึงกว่าปีละแสนราย ซึ่งการตั้งท้องและทำแท้งยังนำมาซึ่งชีวิตการเรียนที่พังพินาศไ ป รวมถึงบางรายที่มิได้ทำแท้ง ก็ต้องเริ่มชีวิตการเป็นแม่ตั้งแต่วัยรุ่นที่ยังขาดความพร้อมแล ะนำมาซึ่งปัญหาทั้งแม่และเด็กมากมาย

ส่วนวัยรุ่นที่คิดว่าจะไม่มี การตั้งท้องเพราะอุปกรณ์ คุมกำเนิดน ั้น จากงานวิจัยพบว่า แม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 5 ครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาดแล ะตั้งท้องได้ เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือมีวิธีการใช้ที่ไม่ถูกต้อง และการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5 เปอร์เซ็นต์

2. ซึมเศร้า เหงาลึก จากการเปลี่ยนคู่บ่อยๆ
ซึ่งจากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์เสรีเปลี่ยนคู่นอนบ่อย โดยเฉพาะ ฝ่ายหญิง ซึ่งในส่วนลึกยังต้องการความผูกพันมากกว่าเพศชาย ฝ่ายหญิงที่มักเป็นฝ่ายถูกทิ้งจึงอยู่ในภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนท ี่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เสรีหลายเท่า และที่สำคัญจากสถิติพบว่าวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์เสรีมีอัตรากา รฆ่าตัวตายสูงกว่าวัยรุ่น ที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เสรี

3. ติดโรค อวัยวะเพศเน่า
มีงานวิจัยทางการแพทย์ชี้ชัดว่า แม้จะมีการใช้ถุงยาอนามัยก็ยังไม่สามารถปลอดภัยจากโรคติดต่อทาง เพศต่างๆ เช่น โรคผิวหนังบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ รวมถึงโรคอื่นๆ เช่น โรคหนองในที่ในหลายประเทศพบว่า กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อกามโรคมากที่สุด

4. เรียนตก
งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า ผลของการมีเซ็กซ์ในวัยรุ่นสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเรียนและผลการ เรียนที่ตกต่ำลงด้วย

5. เสียชื่อเสียง
การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นมักตกเป็นขี้ปากที่ถูกพูดต่อๆ กันไปในกลุ่มเพื่อนทั้งหญิงชาย และนำไปสู่ภาพลักษณ์ที่เลวร้าย เช่น ผู้หญิงถูกพูดถึงว่า “ถูกฟันแล้ว” ผู้ชายถูกพูดถึงว่าเป็น “นักล่าพรหมจรรย์” ที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิง เป็นต้น

6. หมิ่นหญิง หยามชาย
การที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เสรีมากขึ้นทำให้การมองเห็น คุณค่าตน เองและผู้อื่นเปลี่ยนไป การติดเซ็กซ์ ทำให้วัยรุ่นไม่อาจยกระดับการมองคุณค่าความเป็นหญิงความเป็นชาย ได้มากไปกว่าการสนองความใคร่ซึ่งกันและกัน

7. ถูกหลอกซ้ำซาก
วัยรุ่นหญิงจะพบว่าตนเองถูกหลอกให้รักหรือหลงเพื่อแลก กับเซ็กซ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลบ่งชี้ว่า เด็กวัยรุ่นชายเองก็อาจถูกหลอกโดยเพื่อนชายและเพื่อนหญิง โดยใช้เซ็กซ์เป็นสื่อเพื่อให้ได้ “สิ่งของ” หรือสิ่งต่างๆที่วัยรุ่นต้องการ

8. ใช้เซ็กซ์เลี้ยงรัก
วัยรุ่นจะเริ่มคุ้นเคยกับการมีเพศสัมพันธ์ตามความต้องการหรือคว ามใคร่มากกว่าความรู้สึกรัก ซึ่งท้ายที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นจะมีแต่ความไม่แน่นอน และไม่ยั่งยืน

9. เจอคนดีจริงก็อาจแห้ว
โดยเฉพาะ ฝ่ายหญิงที่รู้สึกว่าตนเองมีเบื้องหลังที่ไม่ดีอาจปฏิเสธตนเองห รือปิดบังอดีตตนเองไม่ได้ก็อาจถูกปฏิเสธ ส่วนฝ่ายชายเองเมื่อพบผู้หญิงดีๆ ก็อาจเสี่ยงถูกปฏิเสธจากผู้หญิงดีๆ เช่นกัน เพราะถือว่าผู้ชายโชกโชนเกินจะรับได้

10. ทำลายอนาคตชีวิตคู่
อันเนื่องมาจากความทรงจำที่เลวร้ายในช่วงวัยรุ่นของกันและกัน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการไม่เคารพซึ่งกันและกัน หรืออาจทำลายชีวิตคู่อันเนื่องมาจากภาวะเจ็บป่วยจากกามโรคหรือก ารทำแท้งที่ทำลายภาวะเจริญพันธุ์ของตนเอง
วัยรุ่นที่มองเรื่องการมีเพศ สัมพันธ์เป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย ธรรม ดานั้น อยากให้คิดทบทวนให้ดี โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่จะมีผลกระทบสูง เพราะเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วฝ่ายหญิงจะมีปัญหาซึมลึกกว่าฝ่ายชา ยมากนัก และ อยากให้มองวันวาเลนไทน์เป็น “วันรักบริสุทธิ์” ไม่ใช่ “วันคร่าความบริสุทธิ์” จะดีกว่า ที่สำคัญวัยรุ่นต้องรู้จักปฏิเสธแรงยั่วยุทางเพศให้ดีกว่านี้ โดยมองเหตุผลต่างๆ ข้างต้น ไม่ใช่ปล่อยตัวตามกระแสหรือกลุ่มเพื่อนเพียงอย่างเดียว

 

พุงป่องทุกทีก่อนมีเมนส์ เป็นอะไรนะ?

Wednesday, November 30th, 2011

โอ้ย…ใส่กางเกงยีนส์ตัวโปรดไม่ได้อีกแล้ว ทำไมพุงถึงป่องออกมาทุกทีก่อนประจำเดือนจะมาล่ะเนี่ย เอ…หรือเราอ้วนขึ้นกันแน่นะ?

เชื่อว่า สาว ๆ คงเคยอยู่ในอารมณ์ข้างต้นใช่ไหมล่ะ แถมจะหงุดหงิดใจทุกครั้งไปที่พุงน้อย ๆ ชอบป่องออกมามากกว่าปกติ ในช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียวหรอกค่ะ เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่เขาก็มีอาการนี้แทบทั้งนั้น จะเป็นเพราะสาเหตุใด วันนี้กระปุกดอทคอมมาไขข้อข้องใจให้สาว ๆ กันแล้ว

สำหรับสาเหตุที่สาว ๆ มักจะพุงป่อง ในช่วงก่อนมีประจำเดือนนั้น เกิดจากอาการบวมน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของคุณสาว ๆ ผลิตมากเกินไปในช่วงตกไข่ นอกจากนี้ ช่วงก่อนมีประจำเดือน บริเวณผิวภายในโพรงมดลูกจะหนาตัวขึ้น และมีเลือดคั่งอยู่ปริมาณมาก ทำให้ช่วงที่ประจำเดือนยังไม่มา พุงก็เลยป่องออกมามากกว่าปกติ แต่หากเยื่อภายในหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนหมดแล้ว พุงก็จะยุบกลับไปเป็นเหมือนเดิมนั่นเองค่ะ

และนอกจากจะมีอาการตัวบวม มือบวม แขนบวม พุงป่องแล้ว คุณสาว ๆ กว่า 80% ยังรู้สึกอยากกินของจุบจิบอยู่ตลอดเวลา แถมมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย แบบว่าช่วงนั้นไม่รู้เป็นอะไรอยาก “เหวี่ยง” สุด ๆ และยังปวดศีรษะ ท้องอืด เจ็บหน้าอก คัดตึงเต้านม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นอาการหนึ่งใน “กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน” หรือ Premenstrual Syndrome (PMS) นั่นเอง แต่อาการดังกล่าวนี้ จะส่งผลกระทบในช่วงก่อนและระหว่างการมีรอบเดือนภายใน 1-10 วันเท่านั้น

แต่เชื่อเถอะค่ะว่า แม้จะมีอาการพุงป่องเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ก็คงทำให้สาว ๆ หงุดหงิดรำคาญใจกับห่วงยางน้อย ๆ ที่ทำให้คุณดูอ้วนขึ้นในช่วงนั้นมากทีเดียว เพราะฉะนั้น วิธีแก้ไขไม่ให้ตัวเราบวม หรือพุงป่องมากเกินไปในช่วงก่อนมีประจำเดือนก็คือ คุณสาว ๆ ต้องงดอาหารเค็ม ๆ ที่จะทำให้ให้ตัวบวมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำจะไปช่วยล้างโซเดียมในตัวเราออกมา ตัวจะได้บวมน้อย ๆ หน่อย และอาจออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จะได้ช่วยขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ด้วย

และสำหรับใครที่ชอบทานจุบจิบ แบบว่าอดใจไม่ไหวจริง ๆ ก็ทานได้ค่ะ เราไม่ได้ห้าม แต่จงหลีกเลี่ยงขนมนมเนยซะ แล้วหันไปทานผักผลไม้แทน รวมทั้งในช่วงนี้ยังควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมาก ๆ เช่น นม ปลาตัวเล็ก โยเกิร์ต เต้าหู้ คะน้า จะได้ปรับระดับฮอร์โมนให้คงที่ คุณจะได้ไม่อยากทานนู่นทานนี่มากเกินไป ไม่เช่นนั้น สาว ๆ อาจจะต้องมานั่งกลุ้มใจต่อหลังหมดประจำเดือน ว่าทำไมพุงยังไม่หายป่องสักที เพราะเกิดอ้วนขึ้นมาจริง ๆ ซะนี่ แล้วจะหาว่าเราไม่เตือนไม่ได้นะจ๊ะ

SBOBET

Tuesday, November 29th, 2011

sbobet Web รับ แทงบอลออนไลน์ แทงบอลเสเต็ป ทายผลบอล ผลบอลสด ผลกีฬาออนไลน์ที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุด เนื่องจาก SBOBET มีหน้าต่างทายผลบอล ผลกีฬา ที่ง่ายขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และ SBOBET เองก็มีความซื่อตรง เที่ยงธรรม ผลบอล ผลกีฬาจบการแข่งขั้น Update ยอดเงินทันที SBOBET ให้ราคาดีทุกเกมส์ ทุกลีก การแข่งขั้น เช็คราคาบอล เช็คผลบอล Update RealTime ต้องที่ SBOBET พิเศษสุด ๆ แทง SBOBET กับเรารับค่าน้ำทันที 5 ตังค์ ทอนให้ท่านอีก 0.3 SBOBET เปิดบริการท่านทุกวัน ตลอด 24 ชม. เราจัดทีม Call Center ไว้คอยตอบปัญหาวิธีการเล่น ฝาก – ถอนเงินสด ไว้บริการท่านตลอด 24

ลืมบ่อยๆ สงสัยสมองเสื่อม

Tuesday, November 29th, 2011

ลืมบ่อยๆ สงสัยสมองเสื่อม

ในชีวิตคนเราอย่างน้อย จะมีสักครั้งที่เราลืมหรือจำไม่ได้ในสิ่งที่ผ่านเข้ามา
บางคนลืมบ่อยจนคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการที่เราลืม
บ่อยหรือจำไม่ได้นั้นเป็นสิ่งผิดปกติหรือไม่ เราต้องดูว่าสิ่งที่ลืมหรือจำไม่ได้มี
ลักษณะดังต่อไปนี้หรือไม่

1. ลืมเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เป็นนาที เป็นต้น เป็นสัปดาห์ 
2. สิ่งที่ลืมมักเป็นสิ่งที่มีผลกระทบกับตัวเองไม่ว่าในด้านชีวิตประจำวัน การงาน การเข้าสังคม
และกระทบต่อคนอื่น เช่น ครูลืมว่าชั่วโมงต่อไปต้องเข้าสอน, ลืมทานอาหาร นึกว่าทานแล้ว
3. ถ้าย้อนนึกหรือพยายามลำดับเหตุการณ์สิ่งที่ลืมก็ไม่สามารถระลึกได้ พูดง่ายๆ ก็คือนึกเท่าไร
ก็นึกไม่ออก
4. สิ่งที่ลืมต้องเป็นสิ่งที่เราจดจ่อหรือมีสติอยู่กับสิ่งนั้นๆ ไม่ใช่จดจ่อกับสิ่งหนึ่งแล้วลืมสิ่งหนึ่ง
เช่น เอาหนังสือไปวางไว้และรีบวิ่งเข้าห้องสอบ พอสอบเสร็จจำไม่ได้ว่าวางอยู่ที่ไหน ซึ่งเหตุการณ์
ดังกล่าวเป็นการลืมที่เกิดขึ้นได้ปกติ
5. สิ่งที่ลืมเกิดขึ้นแล้วซ้ำอีก ดังนั้นต้องสังเกตตัวเอง ถ้ามีลักษณะของการลืม หรือจำไม่ได้ตาม 5 ข้อ
ข้างต้น ข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อ ให้สงสัยว่าอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับความจำ
เราจะสังเกตคนรอบข้างหรือตัวเองว่า จะเป็นโรคสมองเสื่อมได้ง่ายๆ ดังนี้

1. พูดประโยคหรือคำซ้ำๆ
2. จำชื่อลูก หลาย เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งเรียกชื่อสิ่งของไม่ได้ เช่น สามารถบรรยายลักษณะรูปร่าง
หน้าตาได้แต่บอกชื่อไม่ได้
3. หลงทางบ่อยๆ มักเริ่มต้นที่ในบ้านก่อน เช่น เดินหาห้องน้ำไม่เจอ ต่อมามีปัญหาเมื่ออกนอกบ้านหา
ทางกลับบ้านไม่ถูก หรือเดินในห้างสรรพสินค้าที่เดินอยู่ประจำแล้วหาทางออกไม่ได้
4. หลงหรือไม่รู้ วัน เวลา หรือสถานที่ เช่น จำไม่ได้ว่าวันสงกรานต์เป็นวันไหน และที่ตนเองยืนอยู่เป็นที่ใด
มักแสดงออกในลักษณะ เช่น ผู้ป่วยถามลูกว่าทำไมวันนี้ไม่ไปทำงานทั้งที่เป็นวันหยุด ถ้าเราไม่สนใจก็จะคิดว่า
เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ น่าจะผิดปกติ
5. หวาดระแวงคนรอบข้างมักเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่น บ่นว่าเงินในธนาคารหายไป, ภรรยาเอาแอบเงินไป,
ลูกชอบขโมยเงิน ระแวงลูกๆ หวังจะเอามรดก
6. อารมณ์เปลี่ยนแปลง มักมีอารมณ์เศร้าเหงาหงอย หดหู่ท้อแท้นั่งซึมไม่ทำอะไร จากเดิมเป็นคนร่าเริง อารมณ์
แปรปรวนขึ้นเร็วลงเร็ว เช่น พูดคุยอยู่ดีๆ ก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ด่าว่ารุนแรง ดูบุคลิกก้าวร้าว บางครั้งถึงขั้น
ลงไม้ลงมือ
หลังจากทุกท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้ จะเข้าใจได้ว่าคนเรานั้นสามารถลืมได้ โดยที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย แต่ในสภาพสังคม
ทุนนิยมที่รีบเร่ง ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง เรามีสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้น ชีวิตซับซ้อนมากขึ้น การลืมนั้นก็จะมากขึ้นได้ เพราะ
สิ่งที่ต้องจำมากกว่าเดิม การพักผ่อนที่น้อยลง เราจึงได้ยินคนรอบข้างบอกว่าขี้ลืมมากขึ้น

ดนตรี เพื่อลูกน้อย

Tuesday, November 29th, 2011

ดนตรี เพื่อลูกน้อย (Mother & Care)
โดย : Orawan

นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 ทารกในครรภ์เริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสทางด้านการฟัง เมื่อคลอดออกมาแล้วพัฒนาการด้านการฟังของลูกยังคงดำเนินต่อไป คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เสียงเพลงและเสียงดนตรี ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกให้ก้าวหน้าได้ค่ะ

ฉบับนี้ รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธิจิตต์ สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีสำหรับเด็ก ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเพลงสำหรับลูกน้อยในขวบปีแรกดังนี้ค่ะ

ดนตรีสำหรับทารก

ดนตรีและเสียงเพลง มีประโยชน์มหาศาลสำหรับพัฒนาการของลูกน้อย จากการวิจัยเสียงเพลงที่เหมาะสำหรับทารก คือ ดนตรีและเสียงที่มีระเบียบแบบแผน หมายถึง การใช้ท่วงทำนองจังหวะ เมโลดี้ ที่เป็นระเบียบ ฟังสบาย เช่น เพลงคลาสสิก โมสาร์ท เสียงดนตรีเป็นคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลกับสมองและอารมณ์โดยตรงของทารก ดังนั้นการเลือกดนตรีหรือเพลงที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ จะส่งผลให้คลื่นสมองทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบช่วยสร้างสมาธิ ส่งผลต่อการพัฒนาคลื่นสมอง และระบบการคิดที่ดี ตรงกันข้ามเสียงเพลงที่มีลักษณะท่วงทำนองรุนแรง ไม่เป็นจังหวะ หรือเสียงเพลงที่มีเสียงร้องสูงต่ำ หรือตะโกนโหวกเหวกจะเป็นคลื่นเสียงที่ไม่เป็นระเบียบ

เพลงคลาสสิก ดีต่อทารก

การกระตุ้นโดยดนตรี และเสียงเพลงที่มีระเบียบแบบแผน อย่างเพลงคลาสสิกของโมสาร์ท มีผลให้สมองและการฟังของทารกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเพลงคลาสสิก คือ เสียงเพลงผ่านการแต่งทำนอง และเมโลดี้อย่างพิถีพิถันและมีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและสุขสงบ ส่งผลให้ทารกเกิดความพึงพอใจและพัฒนาความสามารถในการรับฟังของทารก

งานวิจัยเสียงดนตรีคลาสสิก

งานวิจัยเกี่ยวกับ การฟังเพลงของโมสาร์ท โดยคุณหมอที่ศูนย์การแพทย์ Tel Aviv ในอิสราเอล เปิดให้เด็กทารก 20 คน ที่คลอดก่อนกำหนดและอยู่ในการดูแลของแพทย์ฟังวันละครั้ง ครั้งละ 30 นาที พบว่าหลังจากฟังดนตรีแล้ว เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนดกลุ่มนั้น จะสงบลงและใช้พลังงานน้อยลงกว่าเด็กทารกกลุ่มที่ไม่ได้ฟังดนตรี นักวิจัยบอกว่า เมื่อเด็กทารกใช้พลังงานน้อยลง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แคลอรี่ จำนวนมากในการเจริญเติบโต เด็กที่เกิดก่อนกำหนดเหล่านั้น จึงมีน้ำหนักตัวมากขึ้นและแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เด็กทารกที่ได้ฟัง ดนตรีเป็นประจำ จะรู้สึกสบายและช่วยลดความเครียดลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้เด็กทารกสงบลงได้ เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้รับการกระตุ้นไปด้วย

ประโยชน์ของเพลงคลาสสิก

เด็กทารกที่ได้ฟัง ดนตรีเป็นประจำ จะรู้สึกสบายและช่วยลดความเครียดลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้เด็กทารกสงบลงได้ เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้รับการกระตุ้นไปด้วย ตัวโน้ตและจังหวะเคาะที่คล้ายกับการอ่านหนังสือแต่ละตัว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายที่เกี่ยวกับเหตุผลและภาษา เสียงเพลงจังหวะสนุกๆ ที่ฟังแล้วชวนให้ขยับตัวไปมา แล้วการที่หนูน้อยโยกตัวไปมาตาม หรือเต้นตามจังหวะตามเพลงนั้นๆ ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างดีที่ช่วยให้กล้ามเนื้อของเจ้าหนูแข็งแรง

หลังการเลือกเพลง สำหรับลูกน้อยวัยขวบปีแรก

เสียงดนตรีที่ลูกน้อยควรได้รับฟังนั้น ควรเลือกให้เหมาะสมกับพัฒนาการด้านการฟังในแต่ละช่วงวัยดังนี้

1-3 เดือน

เลือกเพลงสบาย ๆ ช้า ๆ จังหวะคงที่ ซึ่งควรเป็นเสียงดนตรี บรรเลงที่มีความนุ่มนวล อ่อนโยน จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ

4-6 เดือน

เลือกเสียงเพลง ทุ้ม ๆ นุ่มนวล ในช่วงวัยนี้ลูกสามารถเรียนรู้จังหวะได้มากขึ้น ตอบสนองต่อจังหวะและทำนอง เมื่อได้ยินจังหวะที่ชื่นชอบจะแสดงความพึงพอใจ เช่น ผงกศีรษะ หรือโน้มตัวลงตอบสนองต่อเสียงดนตรี

7-9 เดือน

เลือกเพลงที่มี จังหวะสนุกสนานสลับกับเพลงสบาย ๆ ช้า ๆ ที่เปิดในช่วงแรก เพราะช่วงนี้ลูกจะมีพัฒนาการทางร่างกายเพิ่มขึ้น เช่น เริ่มส่ายหัวขยับแขนและมือตามจังหวะเพลง เริ่มจำทำนองเพลงได้ ซึ่งต้องสังเกตอารมณ์และความต้องการของลูกด้วย

10-12 เดือน

เลือกเพลงที่เป็น คำคล้องจองที่มีเนื้อร้องสั้น ๆ ง่าย ๆ ในวัยนี้ลูกมีพัฒนาการทางภาษามากขึ้น และเริ่มออกเสียงเป็นพยางค์ได้บ้างแล้ว ลูกจะพยายามส่งเสียงเลียนแบบเสียงที่ได้ยินและแสดงท่าทางต่าง ๆ ตามเพลงได้มากขึ้น

 ข้อควรระวัง ในการเปิดเพลงให้ลูกฟัง

 หลีกเลี่ยงการเปิดเพลงที่เสียงดังเกินไป เพราะประสาทการรับเสียงของลูกจะถูกทำลาย

 ทารกในช่วงวัน 1-3 เดือนนั้น ยังไม่ควรเปิดเพลงที่มีเสียงร้อง เพราะเสียงร้องอาจรบกวนสมาธิและการนอน

Music tip

สำหรับ คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ถนัดฟังเพลงคลาสสิก สามารถเลือกใช้เพลงที่มีจังหวะและทำนองเบา ๆ ฟังสบาย ๆ ได้ เช่น เพลงพื้นบ้าน ไทยเดิม หรือเพลงสากล เพลงกล่อมเด็กก็ล้วนมีประโยชน์ ดังนั้นควรให้ลูกน้อยได้รับฟังดนตรีหลากหลายประเภท แล้วสังเกตว่าลูกชอบฟังดนตรีแบบไหนมากที่สุด คุณพ่อคุณแม่อาจร้องเพลงนั้นให้ฟังบ่อย ๆ หรือจะเปลี่ยนเนื้อเพลงไปบ้างเพื่อให้ลูกรู้สึกแปลกใหม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกมีเสียงดนตรีในหัวใจอีกด้วย